วันศุกร์

แพ้แล้วพาล-ไอซ์ ศรัณยู วินัยพานิช


แพ้แล้วพาล

อยากจะยิ้มให้เธอทุกทีที่เจอกัน
อยากจะสั่งให้มือไม่สั่น
เมื่อต้องเห็นภาพเธอกับเขาข้างกาย..
ไม่อยากให้ใครว่าพาล
ทำตัวระรานเป็นผู้ร้าย
แต่ว่าถึงยังไงฉันก็มนุษย์คนหนึ่ง

*โกรธเขาเสมอ เกลียดเธอที่ทิ้ง แค้นทุกสิ่งที่เป็นอย่างนี้
มันทำใจไม่ไหวสักทีกับความรู้สึกเจ็บลึกที่อยู่ในใจ

**อ้อมกอดนั้นมันเคยเป็นของฉัน แต่เขากำลังจะหยิบไป
ให้ยอมรับ รับได้ยังไง ใครอยากจะทรมาน
หลับตาลงทีไร ก็เจอภาพของเธอที่กอดกับฉัน
ถ้าต้องทนเห็นเขาทำอย่างนั้น
สู้ยอมให้ด่าว่าฉันมัน'แพ้แล้วพาล'อย่างไม่อาย!

เธอจะหวังให้ใครแสนดี ไม่มีทาง
คนที่มันสูญเสียทุกอย่าง ให้ลบให้ล้างมันออกคงไม่ง่ายได้
จะให้เข้าไปคลุกคลี เป็นเพื่อนที่ดีของเธอและคนใหม่
อย่าคิดไปไกลฉันแค่มนุษย์คนหนึ่ง

เธอขอให้เราเลิกกัน มันเจ็บฉันยังพอทนได้
แต่อย่าขอให้เป็นเพื่อนกันไป!
ฉันไม่เป็นอะไรกับใครทั้งนั้น ...

Defeated and Lashing out
I want to smile at you every time we meet
I want to order my hands to stop trembling
When I have to see you with another by your side
I don't want anyone to say that I'm lashing out
that I'm being aggressive like the bad guy
But in the end, I'm just a human being
*I always angry at him, I hate you for leaving me
I'm bitter about the way things are today
I'm unable to come to terms with the feeling
of pain deep within my heart
**Your embrace once belonged to me
but he is about to take it away
And you want me to accept it? How can I?
Who wants to be termanted?
Every time I close my eyes, the image I see is of you embracing me
If I have to bear watching him do that
I would rather you chide me as having been
defeated and lashing out without any embarressment
For you to hope for someone to be kind there is no way
a person who has lost everything
To erase it all away, it probably won't to easy
You want me to go and hang out
And be good friends with you and your new man
Don't think that for ahead, I'm just a human being
You asked that we break up, It's a pain that I can deal with
But don't ask that we continue to be friends
I won't ever be anything to anyone

วันเสาร์

Dear Abby

Dear Abby:

Iam a 27-year-old stay-at-home mom with three kids. Two are my fiance "Sean's"; the littlest is ours together. Sean and I have been together almost seven years.

I need help. I am a very depressed person and have been for many years. I shop excessively and spend way too much -- sometimes all of our money -- and I don't know how to stop. Shopping makes me feel happy, and when I'm depressed (which is often), I go out shopping for stuff I don't even need. I have even started shopping online for stuff. I feel horrible about this. Sean and I have tried separate bank accounts, but when I'd run low I would just tap right into his. Please help me. I don't know what to do.

Spend-a-Holic in Ventura, Calif.

It is time to stop and take inventory of what you have and what you don't. You are substituting "things" for something important that's missing in your life. (Could it be a wedding ring?) Trying to self-medicate long-term depression by going on a spending spree is putting a Band-Aid on an infected wound.

Please contact your physician for a referral to a doctor who can give you medication to lift the depression, as well as counseling for your underlying problem. It's the only way to fix what's ailing you.

Week 14

Adverb clause
Adverb clause (วิเศษณานุประโยค) คือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่ขยายคำกริยาหรือ คำวิเศษณ์หรืออาจอธิบายได้ว่า Adverb clause เป็นประโยคย่อมที่ขึ้นต้นด้วยคำสันธาน ชนิด subordinate conjunction (เป็นคำสันธานที่ใช้เชื่อมประโยคย่อยเข้ากับประโยคหลัก ส่วนคำสันธานที่ใช้ในประโยคความรวม เรียกว่า coordinating conjunction)
คำสันธานชนิด subordinate conjunction ทำหน้าที่ต่าง ๆ เช่น
๑. บอกเวลา ได้แก่ before, after, when, while,..
๒. บอกลักษณะ ได้แก่ as if, as though,
๓. บอกการเปรียบเทียบ ได้แก่ asas
๔. บอกวัตถุประสงค์ ได้แก่ so that, in order that,..
๕. บอกสถานที่ ได้แก่ where, wherever,.
๖. บอกความขัดแย้ง ได้แก่ though, even if,.
๗. บอกเงื่อนไข ได้แก่ If, provided, unless,.
ตัวอย่างเช่น
If it rains we will stay indoors.
I will go when I have finished my homework.
I ate as fast as I could.
ประโยค complex sentence ถ้านำมาใช้อธิบายประโยคความซ้อนในภาษาไทย นักเรียนอาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่า การที่จะอธิบายจากภาษาไทยโดยตรง นี่หมายถึงว่านักเรียนควรจะมีความรู้ภาษาอังกฤษพอสมควร
จากที่อธิบายเปรียบเทียบมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงความสัมพันธ์ระหว่างไวยากรณ์ไทยกับไวยากรณ์อังกฤษ
เครื่องหมายวรรคตอน
เป็นสิ่งสำคัญในการแปลอังกฤษเป็นไทย เพราะเป็นเครื่องนำไปสู่ความหมาย การไม่สังเกตเครื่องหมายวรรคตอนหรือการตีความเครื่องหมายวรรคตอนผิดอาจทำให้การแปลผิดพลาดได้
ข้อสังเกตในการแปลเมื่อพบเครื่องหมายวรรคตอน
1. period หรือ Full Stop ( . ) ใช้เมื่อจบประโยคหรือจบความคิดหนึ่ง ๆ เช่น
- Eleven o clock. Half past eleven. Twelve o clock. Our daughter has not come back yet.
ห้าทุ่มก็แล้ว ห้าทุ่มครึ่งก็แล้ว และสองยามก็แล้ว ลูกสาวของเรายังไม่กลับมาเลย
2. Colon ( : ) ใช้เพื่อแสดงว่าข้อความที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมาย colon เป็นข้อความที่อธิบายข้อความที่อยู่ข้างหน้า เวลาแปลอาจใช้คำว่าเพราะ หรือ นั่นคือ แทน colon เช่น
- We have had to abandon our holiday plans : the places didn t work out.
เราต้องยกเลิกแผนการณ์ท่องเที่ยววันหยุด เพราะเราตกลงเรื่องสถานที่กันไม่ได้
- On the beach she saw a perfect picture : an old man carrying the small grandson on his shoulder, smiling.
เธอมองเห็นภาพประทับใจที่ชายหาด นั่นคือชายชราคนหนึ่งกำลังยิ้มละไมขณะกำลังแบกหลานชายตัวเล็ก ๆ บนบ่า
3. Comma ( , ) ใช้เพื่อแยกคำหรือวลีในเรื่องเดียวกัน เมื่อเขียนติดต่อกันไปตามลำดับ เวลาแปลเป็นไทยไม่ต้องใส่ comma และ comma ไม่มีความหมายแต่ถ้า comma ใช้แยกข้อความที่แทรกเข้ามาเพื่อเป็นการอธิบายหรือขยาย noun
ข้างหน้า เวลาแปลอาจใช้คำว่า ซึ่งเป็น แทนเครื่องหมาย comma เช่น
- Mr. Higgins, our teacher, had a serious accident yesterday.
มิสเตอร์ฮิกกินส์ซึ่งเป็นอาจารย์ของเราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง
การใช้หรือไม่ใช้ comma อาจมีผลต่อการแปล เช่น
- Jenny walked away from Tim believing that she was worng.
เจนนี่เดินจากทิมผู้ซึ่งเชื่อว่าเจนนี่เป็นคนผิด
- Jenny walked away from Tim, believing that she was wrong.
เจนนี่เดินจากทิมด้วยความเชื่อว่าตนเองเป็นคนผิด
- My boss doesn t like Harry James and me.
เจ้านายของผมไม่ชอบผมและแฮรี่ เจมส์ ( 2 คน )
- My boss doesn t like Harry, James and me.
เจ้านายของผมไม่ชอบทั้งผมและแฮรี่กับเจมส์ด้วย ( 3 คน )
4. Dash ( - ) ใช้แยกส่วนของข้อความจากส่วนอื่น ๆ เพื่อเป็นการอธิบายหรือเน้นเวลาแปลอาจเพิ่มคำว่า ได้แก่ แทน เช่น
- His wife was left with everything that Peter had ever owned his house , his car , his money and everything of his possessions.
ปีเตอร์ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้ภรรยาของเขา ได้แก่ บ้าน รถ เงิน และทุก ๆ อย่างที่เป็นของเขา
5. Semicolon ( ; ) ใช้เพื่อแยกข้อความที่มี Commas คั่นอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยแยกความคิดในข้อความที่แปลได้ เช่น
- The results of the vote in the United Nations were the following : nine nations voted for the resolution ; two nations , Canada and Mexico, voted against it ; and three nations abstaind from voting.
ผลของการลงคะแนนเสียงในสหประชาชาติมีดังต่อไปนี้เก้าประเทศมีมติเห็นด้วย อีก 2 ประเทศคือ คานาดา และเม็กซิโกคัดค้าน และอีกสามประเทศงดออกเสียงส่วนการใช้ semicolon อย่างอื่นไม่สู้มีปัญหาในการแปล

Adjective Clause.
This is the house that jact built.
= principal clause(main) = adjective clause
that jact built เป็น dependent clause ชนิด adjective clause เพราะทำหน้าที่ adjective ขยายคำนามใน main clause ซึ่งอยู่ติดกันนั่นคือ the house Adjective clause จะขึ้นต้นด้วย "relative" เช่น
who, whom, whose, which, that, where etc. ทำหน้าที่เชื่อมระหว่าง clause
Who 1. แทนคน
2. Subject
เชื่อมประโยค
I met a boy. That boy knows you.
1. คน เมื่อเปลี่ยนเป็น adj. clause จะใช้ who แทน that boy
2. Subject
สรุปโครงสร้าง who + verb
Whom 1. แทนคน
2. object
เชื่อมประโยค
1. I met the boy. You know him. (1. คน 2. object ของ verb เมื่อเปลี่ยนเป็น adj. clause จะใช้ whom แทน him)
2. That girl is diligent. I went to speak to her. (Object ของ preposition "to"จะใช้ whom แทน her)
สรุปโครงสร้าง Whom + subject + verb
Whom + subject + verb + ----- + preposition
หมายเหตุ
1. สามารถ "whom" ได้
2. สามารถย้าย "preposition" ไว้หน้า relative ได้
I met the boy you know.
That girl I want to speak to is diligent.
That girl to whom I want to speak is diligent.
Whose 1. แสดงความเป็นเจ้าของ
2. เป็นทั้ง Subject และ Object
เชื่อมประโยค
1. The girl comes from Ubot. Her hair is dark and long.
1. แสดงความเป็นเจ้าของว่าเป็นของ "ผม"ของผู้หญิง
2. Her hair เป็น subject
เมื่อเปลี่ยนเป็น adj. clause จะใช้ whose แทน her
The girl whose hair is dark and long comes from Ubol.
สรุปโครงสร้าง Whose + noun + verb
2. The man is handsome. We stayed at his house.
1. แสดงความเป็นเจ้าของว่าเป็น "บ้าน" ของผู้ชาย
2. his house เป็น Object
The man whose house we stayed at is handsome.
สรุปโครงสร้าง Whose + noun + Subject + verb
Which 1. แทนสัตว์ และสิ่งของ
2. เป็นทั้ง Subject และ Object
เชื่อมประโยค
1. The dog is named Dick. It is barking at the cat.
1. สัตว์
2. Subject
เมื่อเปลี่ยนเป็น adj. clause จะใช้ which แทน it
The dog which is barking at the cat is named Dick.
สรุปโครงสร้าง Which + Subject + Verb
Which + Subject + Verb + .... + preposition
หมายเหตุ
1. สามารถละ "which" ซึ่งเป็น object ได้
2. สามารถย้าย "preposition" ไว้หน้า relative ได้
The book I left on the table is very interesting.
The palace the king lives in is very large.
The palace in which the king lives is very large.
that 1. แทนคน สัตว์ สิ่งของ
2. เป็นทั้ง Subject และ Object
สรุปใช้แทน who, whom และ which

Phrase
เราแบ่งประเภทของ Phrase แต่ละชนิดตามคำหลัก (Head)ของมัน หรือ หน้าที่ที่มันทำอยู่ในประโยค
e.g. The plumber’s bill should have been paid last week. Head = paid ดังนั้นเป็น Verb phrase
โดยเราสามารถแบ่ง Phrase ออกเป็นประเภทตามหน้าที่ ที่คำหลักนั้นอยู่ในประโยคดังนี้
1. Prepositional phrase มีคำ Prepositionเป็นคำหลักของPhrase (Prep อยู่หน้าPhrase)
e.g. I called her on the phone. ฉันโทรหาหล่อนทางโทรศัพท์ [on the phone = Prep phrase]
2. Adjective phrase มีคำAdjectiveเป็นคำหลักของPhrase นอกจากนี้ยังหมายรวมถึง Phraseอื่นๆที่ทำหน้าที่เสมือน Adjอีกด้วย
e.g. She’s absolutely impervious to criticism. หล่อนไม่ครั่นคร้ามต่อคำวิพากษวิจารณ์ [Adj phrase]
That food is good to eat. อาหารนั้นมีประโยชน์ที่จะรับประทาน [Adj phrase]
John is a man with a kind nature. จอห์นเป็นชายที่มีนิสัยโอบอ้อมอารี [Adj phrase]
3. Adverb phrase คือphraseใดๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Adverbในประโยค
e.g. The computer was devised specifically for use by those physicists. [Adv phrase]
John ran with great speed. [with great speed = quickly] [Adv phrase]
He fell to the ground. = down ตกลงที่ไหน [Adv phrase]
4. Noun phrase คือกลุ่มคำใดๆที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม Nounในประโยค
e.g. Bali’s spectacular beaches, volcanoes, lakes, temples, and terraced rice fileds have made it one of the most visited places on earth.
[ถ้าเราตัดตัวที่ขีดเส้นใต้ออกประโยคก็จะขาด Noun]
5. Verb phrase คือphraseที่มี verbเป็นคำหลัก
e.g. The box must have been opened. [Verb phrase]
อย่าจำสับสนกับ Phrasal verb ที่เป็นกลุ่มคำพิเศษที่ประกอบด้วยVerbและ Particles (อาจเป็นAdverbหรือPreposition)ซึ่งอาจมีความหมายที่แตกต่างจาก Verbหลักไปเลย
e.g. We didn’t bargain for what happened. เราไม่ได้คิดสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าเลย
[bargain ต่อรอง for = Phr V = expect คิดเอาไว้ก่อน]
6. Participle/Participial phrase กลุ่มคำที่มีParticipleเป็นคำหลักใช้ขยายความหมายเสมือน Adjective
e.g. The villagers lived in a house built of stone. [Past Part = ถูกสร้างจากหิน]
Being tired, we want to go home. [Present Part = รู้สึกเหนื่อย]
Walking along the street, we met John. [Present Part = ขณะกำลังเดินอยู่ที่ถนน]
7. Absolute phrase คือphraseผสมระหว่างNoun/Pronounกับ Participleโดยมีความหมายที่ไม่ได้เกี่ยวกับประโยคที่มันอยู่เลย
e.g. The students marching along, the people stood on both sides of the road.
นักเรียนเหล่านั้นกำลังเดินแถวตามๆกันมา ผู้คนเหล่านั้นได้ยืนอยู่บนสองฝากถนนนั้น
[นักเรียนเดิน ก็เดินไป ผู้คนยืน ก็ยืนไป ไม่ได้ขยายซึ่งกันและกัน]
8. Infinitive phrase กลุ่มคำที่มี Infinitive Toนำหน้า
e.g. John is the first man to walk in space. จอห์นเป็นมนุษย์คนแรกที่เดินในอวกาศ [To infinitive =ทำหน้าที่ขยาย man]
9. Gerund phrase กลุ่มคำที่ทำหน้าที่ของ Gerund
e.g. Her beautiful singing charmed us. [Gerund phrase]
I hate having to clean the room. [Gerund phrase]

Week 13

แผนการสอน
แผนการสอนเรื่อง Fruits
สาระสำคัญ การฝึกทักษะการฟัง และการพูดเกี่ยวกับผลไม้ต่างๆ เป็นประจำจะทำให้ใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว
จุดประสงค์การเรียนรู้
1.นักเรียนสามารถออกเสียงคำศัพท์เกี่ยวกับผลไม้ได้ถูกต้อง
2.นักเรียนสามารถบอกชื่อผลไม้ที่กำหนดได้ถูกต้อง
3.นักเรียนสามารถสะกดคำศัพท์เกี่ยวกับผลไม้ได้ถูกต้อง
4.นักเรียนสามารเขียนชื่อผลไม้ตามที่กำหนดให้ถูกต้อง
สาระการเรียนรู้
Vocabulary: apple, papaya, orange, banana, mango, rambutan
Structure: what fruit is it? It is ______.
กระบวนการเรียนรู้
Warm up
1.ครูทักทายนักเรียนพร้อมทั้งนำเสนอเพลง The fruit song ให้นักเรียนฟังแล้วให้นักเรียนร้องตาม
จากนั้นครูนำสนทนาเกี่ยวกับเนื้อเพลงว่าเกี่ยวกับอะไร
Presentation
1.ครูนำเสนอบัตรภาพเกี่ยวกับสีต่างๆ ได้แก่ apple, papaya, orange, banana, mango, rambutan ทีละภาพโดยครูออกเสียงให้นักเรียนฟัง แล้วให้นักเรียนออกเสียงตาม 2-3ครั้ง
2.ครูนำเสนอบัตรคำพร้อมกับบัตรภาพ พร้อมทั้งครูนำสะกดคำ ล้วให้นักเรียนออกเสียงตาม 2-3ครั้ง
Practice
1. ครูให้นักเรียนบอกชื่อผลไม้ตามบัตรคำที่ครูแสดงให้ดูพร้อมทั้งครูติดบัตรคำประกอบ
2.ครูให้นักเรียนฝึกสะกดคำ ออกเสียง และบอกความหมายของผลไม้ที่ครูกำหนดให้ถูกต้อง
3.ครูให้นักเรียนบอกชื่อผลไม้ที่ครูนำมา โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น2กลุ่ม โดยกลุ่มที่1นำสิ่งของขึ้นมาแล้วเป็นคนถามว่า What fruit is it? กลุ่มที่2ตอบว่า It is banana. ถ้าเป็นกล้วย
Production
1.ให้นักเรียนวาดผลไม้ที่ตนเองชอบมา1อย่างพร้อมทั้งระบายสีให้สวยงาม
พร้อมทั้งเขียนบรรยายใต้ภาพว่า It is ผลไม้.
สื่อการเรียนการสอน
บัตรภาพสีต่างๆ ได้แก่ apple, papaya, orange, banana, mango, rambutan
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
1. สังเกตจากการความสนใจ และการร่วมกิจกรรม
2.สังเกตจากการออกเสียงคำศัพท์ และประโยคสนทนาถาม ตอบ

Lesson plans on Fruits.
Essential skills of listening and talk about different fruits. Regularly make use of the language fluently.
The purpose of learning
1. Students can pronounce words about the fruit accuracy.
2. Students can tell the meaning of the fruit items correctly.
3. Students can spell words about the fruit accuracy.
4. They can write the maening of fruit as specified correctly.
Learning Vocabulary: apple, papaya, orange, banana, mango, rambutan
Structure: what fruit is it? It is ______.
Learning process
Warm up.
1. Teachers greet students and to offer music students listen to The fruit song and sing along to students.
Then the teachers talk about the lyrics about.
Presentation
1.Teachers offer cards with different fruits including apple, papaya, orange, banana, mango, rambutan image individually by the teacher pronounced the students listen. Then students vote by 2-3 times.
2. Teachers offer a card with the graphic card. Teachers spelling Prepaid students to vote by 2-3 time
Practice.
1. Teachers tell students the fruit card display to see the teachers and teachers with ID complement
2. Teachers, students practice spelling words aloud and tell the teacher the meaning of the fruits correctly.
3. Teachers tell students to the meaning of fruits that teachers bring. The students divided into 2 groups. Group 1, and then bring up is that people ask What fruit is it? Group 2 said, It is banana. If it is banana.
Production
1. The students draw their favorite fruit comes with a very beautiful painting.
And to write It is the image under : It is Fruit's name.
Instruction media
Card color such as apple, papaya, orange, banana, mango, rambutan
Measurement and evaluation of learning
1. Observation of interest and activities
2. Observe the word pronunciation. Q & A discussion and sentences

Week 12

Noun Determiners.
1. Drterminers + Singurar Noun
each, every, either, neither, many a28
Every man goes there.
Many a student was absent yesterday.
Many a student = Many students
2. Determiners + Plura Noun
many, several, a few, few, fewer, fewest, quite a few, a number of, large number of, a great number of
He sells many books.
Jonh has several books at home.
Quite a few students were absent yesterday.
A number of accidents have occurred.
A (great or largre or good) number of students are allowed to go home.
3. Diterminers + Mass Noun (Uncountable Noun)
much, a little, little, less, least, quite a little, a good deal of, a great deal of, a great quantity of, a large quantity of, a large amount of
This glass doesn't hold much water, it only holds a little.
Nack spent a (great or good) quantity of sugar.
We need a (great or large) quantity of sugar.
Her father has a large amount of money.
4. Determiners + Plural Count Noun (or mass noun )
some, any, a lot of, lots of, plenty of, more, most, all
Jonh has a lot of friends. Jonh has a lot of free time.
Jonh a has lots of friends. Jonh has lots of free time.
There are plenty of trees in the gardent.
We have plenty of time.
More students are needed to do this work.
More many is needed to do this work.
much + uncontable noun
a good deal of
a great deal of
a large (great) quantitty of
a large amount of
a lot of, lots of
plentty of
quite a little many + plural count noun
a good many
a great many
a large number of
a good (great) number of
a lot of, lots of
plenty of
quite a few
a number of/ the number of
a number of = จำนวนหนึ่งของ
the number of = จำนวนของ
A number of + plural count. noun + plural verb
The number of + plural count. noun + singular verb
A number of accidents have occurred.
The number of books in the library is increasing.
Most
Most boys like playing football.
Most modern music is difficult to understand.
He drank most of his milk.
He has visite most (of the) countries in Europe.
Most of the children in this town walk to school.
Most of this time is spent traveling.
A few people were killed in the fire, but most were saved.
Most of us feel the same about the war.


Noun Adjuncts (noun + noun)
In English we can put two nouns together. The first noun is used as an adjective to modify the second noun and is called a noun adjunct. The first noun is almost always singular because it follows the rule for adjectives, which do not have plural forms in English.
N1 N2 can mean that
a. N1 is a kind of N2 (a grammar book is a kind of book)
b. N1 is an object of an implied verb (an apple tree is a tree that produces apples)
It is important to understand that N2 is the thing and N1 is the kind or type:
a rose bush is a bush
a wrist watch is a watch
computer paper is paper
N1 is singular, even if the phrase is plural.
Examples:
My mother planted a rose bush in the garden.
I bought a new table lamp.
Bobby takes the school bus to school.
The school ordered fifty new grammar books.
That man makes bird cages.
Mrs. Taylor bought some new baby clothes.
We can use a number with N1 to make a compound adjective. Since the number and noun make one unit, we use a hyphen to join them. Note that N1 remains singular because it is being used as an adjective.
Examples:
a three-car garage
a ten-speed bicycle
a twenty-dollar bill
If we use a number to refer to the second noun (how many), we do not use a hyphen:
two grammar books
five rose bushes
We can use a number to refer to the second noun (how many) and a number with the first noun (compound adjective). In that case, there is no hyphen after the first number, but the second number is still used with a hyphen because it forms a compound adjective.
two ten-dollar bills
four three-bedroom homes


Adjective
ตำแหน่งของคุณศัพท์ ( Position )
Adjective ( คุณศัพท์ ) คือคำ ( word ) วลี ( phrase ) หรือประโยค ( sentence ) ซึ่งใช้อธิบายหรือขยายคำนาม หรือสรรพนาม ให้ได้ ความชัดเจนยิ่งขึ้น กล่าวคือเป็นการบอกให้รู้ลักษณะคุณสมบัติของนามหรือสรรพนามนั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น good, bad, new, hot, my, this โดยทั่วไปการวางตำแหน่ง คุณศัพท์ในประโยคจะวางได้ 2 แบบ
• ใช้วางประกอบข้างหน้านาม ( attributive use ) ที่มันขยาย
She is a beautiful girl. เธอเป็นคนสวย ( beautiful ขยายนาม girl)
These are small envelopes. พวกนี้เป็นซองเล็กๆ ( small ขยายนาม envelopes)
• ใช้วางเป็นส่วนของกริยา ( predicative use ) โดยอยู่ตามหลัง verb to be เมื่อ adjective นั้นขยาย noun หรือ pronoun ที่อยู่หน้า verb to be
The girl is beautiful. เด็กผู้หญิงคนนั้นสวย
( beautiful เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย girl และ the เป็นคุณศัพท์ขยาย girl เช่นกัน
These envelopes are small. ซองพวกนี้มีขนาดเล็ก
( small เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย envelopes ,these เป็น คุณศัพท์ขยาย envelopes เช่นกัน )
She has been sick all week. เธอป่วยมาตลอดอาทิตย์
( sick เป็น คุณศัพท์ ที่ตามหลัง verb to be ขยายสรรพนาม she )
( You) Be careful. ( คุณ ) ระมัดระวังด้วย
( careful เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย you ซึ่งในที่นี้ละไว้เป็นที่เข้าใจ )
That cat is fat and white. แมวตัวนั้นอ้วนและมีสีขาว
( That เป็นคุณศัพท์ประกอบหน้านาม fat และ white เป็นคุณศัพทซึ่งเป็นส่วนของกริยาขยาย cat
หลักเกณฑ์อื่นๆ
1. คุณศัพท์ที่ประกอบหน้านามไม่ได้ ต้องวางหลัง verb to be หรือ linking verb* เท่านั้นเรียกว่าเป็น predicate adjective ได้แก่
alike เหมือน afraid กลัว
asleep หลับ alone โดยลำพัง
awake ตื่นอยู่ alive มีชีวิตอยู่
aware ระวัง ashamed ละอาย
afloat ลอย unable ไม่สามารถ
content พอใจ worth มีค่า
ill ป่วย well สบายดี
เช่น
These two women look alike. ผู้หญิง 2 คนนี้ดูเหมือนกัน ( look เป็น linking verb, alike เป็น predicative adj.)
The boy is asleep. เด็กชายกำลังนอนหลับ ( ทำเป็น attributive adj. ได้คือ The sleeping boy. )
The sky is aglow. ท้องฟ้าสว่างไสว ทำเป็น attributive adj. ได้คือ The glowing sky.
* linking verb หมายถึง กริยาที่ใช่เชื่อมประธาน ( Subject) กับคำอื่นให้สัมพันธ์ กันเพื่อช่วยขยายประธานของประโยค ให้ได้ใจความสมบูรณ์ที่นอกเหนือไปจาก verb to beเช่น appear, become, feel, get, grow,keep, look, go, remain, seem, smell, sound, taste, turn.
2. คุณศัพท์ที่ใช้เป็นส่วนของกริยา ( verb to be ) ไม่ได้ เช่น
former ก่อน latter หลัง
inner ภายใน outer นอก
actual ในทางปฏิบัติ neighboring ใกล้เคียง
elder อายุมากกว่า drunken เมา
entire ทั้งสิ้น shrunken หด
especial โดยเฉพาะ wooden ทำด้วยไม้
middle กลาง
เช่น A wooden heart. (ไม่ใช่ A heart is wooden )
3. ถ้าคุณศัพท์นั้นทำหน้าที่ขยายนามหรือสรรพนามที่เป็นกรรมของประโยค ต้องวางคุณศัพท์ไว้หลังกรรมนั้นเพื่อให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
We considered his report unsatisfactory. เราพิจารณาเห็นว่ารายงานของเขาไม่เป็นที่น่าพอใจ
(unsatisfactory เป็นคุณศัพท์ขยาย his report ซึ่งเป็นกรรมของประโยค )
4. เมื่อใช้กับข้อความแสดงการวัด ( measurement) วางคุณศัพท์ไว้หลังนาม หรือสรรพนาม เช่น
My uncle is sixty years old. ลุงของฉันอายุ 60 ปี (ไม่ใช่ My uncle is old sixty years.)
This road is fifty feet wide. ถนนนี้กว้าง 50 ฟุต (ไม่ใช่ This road is wide fifty feet.)
5. เมื่อคุณศัพท์หลายคำประกอบนามหรือสรรพนามเดียว จะวางข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้ โดยจะต้องมี and มาคั่นหน้าคุณศัพท์ตัวสุดท้าย เช่น
The building, old and unpainted, was finally demolished. ตึกซึ่งเก่าและสีทรุดโทรม
ในที่สุดก็ถูกทุบทิ้ง ( วางข้างหลัง ) หรือ
The old and unpainted building was finally demolished. ( วางข้างหน้า )
He bought a new, powerful and expensive car . เขาซื้อรถใหม่ที่กำลังแรงสูงและราคาแพง หรือ
He bought a car, new, powerful and expensive.
6. คุณศัพท์วางตามหลังคำสรรพนาม ( pronoun ) ที่มันขยาย ต่อไปนี้
someone anyone no one everyone
somebody anybody nobody everything
something anything nothing everybody
เช่น
She wanted to marry someone rich and smart. เธอต้องการแต่งงานกับใครสักคนซึ่งหล่อและรวย
I'll tell you something important. ฉันจะเล่าบางอย่างที่สำคัญให้คุณฟัง
7. วาง คุณศัพท์ไว้หลังนามหรือสรรพนามถ้าคุณศัพท์นั้นมีข้อความ ( prepositional phrase ) ประกอบอยู่ เช่น
Thailand is a country famous for its food and fruits. ไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารและผลไม้
(famous เป็นคุณศัพท์ famous for food and fruits เป็นข้อความขยายคำนาม country)
She is the woman suitable for the position. เธอเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมกับตำแหน่ง
(suitable เป็นคุณศัพท์ suitable for the position. เป็นข้อความขยาย woman )
8. คุณศัพท์บางคำมีความหมายต่างกัน ถ้าวางในตำแหน่งที่ต่างกัน เช่น
He is and old friend. เขาเป็นเพื่อนเก่า
My friend is old. เพื่อนของฉันสูงอายุ
The teacher was present. ครูมาอยู่ที่นั้นด้วย
The present teacher. ครูคนปัจจุบัน
Harry was late. แฮรีมาสาย
The late Harry. แฮรี่ผู้เสียชีวิตไปแล้ว
9. กลุ่มของคำที่เป็นวลี ( phrase) หรืออนุประโยค ( clause ) เมื่อขยายคำนาม ต้องวางหลังนามหรือสรรพนามที่มันประกอบ เช่น
The woman sitting in the chair is my mother . ผู้หญิงที่นั่งที่เก้าอี้เป็นแม่ของฉัน
( sitting in the chair เป็นวลี ขยายคำนาม the woman)
The man who came to see me this morning is my uncle. ผู้ชายที่มาหาฉันเมื่อเช้านี้คือลุงของฉัน
( who came to see me this morning เป็นอนุประโยคขยายคำนาม the man )
หมายเหตุ ถ้านามใดมีทั้งวลี และ อนุประโยค มาขยายพร้อมกัน ให้เรียงวลีไว้หน้าอนุประโยคเสมอ เช่น
I like the picture on the wall which was painted by my friend. ฉันชอบรูปภาพที่แขวนบนข้างซึ่งวาดโดยเพื่อนของฉัน
( on the wall เป็นวลีขยาย the picture) ( which was painted by my friend เป็นอนุประโยคขยาย the picture )
There is only one solution possible. (possible วางหลังคำนาม solution )
There are some tickets available. ( available วางหลังคำนาม tickets)
10. คุณศัพท์ที่เป็นสมญานามไปขยายคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ ให้วางหลังคำนามนั้นเสมอ เช่น
Alexander the Great
William the Conqueror
11.โดยปกติคุณศัพท์จะต้องวางหลัง article ที่เป็น a หรือ an เช่น a good man ยกเว้นคุณศัพท์ต่อไปนี้ เมื่อนำไปขยายคำนามที่เป็นเอกพจน์และนับได้ ให้วางคุณศัพท์นั้นไว้หน้า a หรือ an ได้แก่ half, such, quite, rather และ many เช่น
John is such a good man. ( a good man เป็นนามเอกพจน์ )
This is rather a valuable picture ( a valuable picture เป็นนามเอกพจน์ )
12. เมื่อ adjective หลายคำประกอบคำนามเดียว ควรวางลำดับก่อนหลังดังนี้
Article
Demonstrative
Possessive
Indefinite
Adjective บอกจำนวนนับ คำอธิบายลักษณะ นามรองทำหน้าที่คุณศัพท์
นามหลัก
คุณภาพ
ลักษณะ รูปร่าง
ขนาด อายุ สี สัญชาติ
แหล่งกำเนิด วัสดุ
A beautiful old Italian touring car.
An expensive antique silver mirror.
The four gorgeous long-stemmed red roses.
Her short black hair.
Our two big old English sheep-
dogs.
Some delicious Thai food.
Many modern small brick houses.


Present Participle
Present Participle คือกริยาช่องที่ 1 เติม ing แล้วนำมาใช้เป็นครึ่งกริยาครึ่งคุณศัพท์
ได้แก่คำว่า Going, walking, eating, sleeping, coming, etc.
มีวิธีใช้present participleดังนี้.
1. เรียงตามหลัง Verb to be ทำให้ประโยคนั้นเป็น Continuous tense.
2. เรียงไว้หน้านาม เป็นคุณศัพท์ของนามนั้น.
3. เรียงตามหลังกริยา เป็นส่วนสมบูรณ์ของกริยา(มีสำเนียงแปลว่า”น่า”).
4. เรียงตามหลังกรรมเป็นคำขยายกรรมนั้น.
1.Adjective + Noun (V. ing + n)
I like to look at flying birds.
The barking dog doesn't bite.
2. Noun + V. ing
The man who is speaking there is my father.
The man speaking there is my father.
3. V. ing phrase, clause
The man saw his mother.
He ran to her.
-ทั้ง 2 ประโยคมี ประธานตัวเดียวกัน
-เหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเป็นเหตุเป็นผลกัน
-ประโยคที่เกิดก่อนหรือที่เป็นเหตุ และเป็น active จะเปลี่ยนเป็น participle phrase นั้น คือ
Seeing his mother(phrase), he ran to her.
4. Clause, V. ing phrase
The boy went out.
He slammed the door
-ทั้ง 2 ประโยคมีประธานตัวเดียวกัน
-เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน
-ประโยคที่ 2 เป็น active จะเปลี่ยนเป็น Participle phrase


Infinitive with to
Infinitive คือ กริยาที่นำหน้าด้วย to (Infinitive with "to") เช่น to play,
to study,to arrest และไม่นำหน้าด้วย to (Infinitive without "to")
โดยเฉพาะหลังกริยาช่วย can,will,may,must etc. เช่น can sing, will go,
may happen นอกจากนี้ Infinitiveจะทำหน้าที่เหมือนอย่างคำนาม (n.)
,คำคุณศัพท์ (adj.) ,และคำวิเศษณ์ (adv.)
หน้าที่ของ Infinitive
-เป็นประธานของกริยา เช่น To obey the law is everyone's duty.
(เป็นประธานของกริยา is)
-เป็นกรรมของกริยา เช่น He tried to save some money. (เป็นกรรมของกริยา tried)
-เป็นคำคุณศัพท์ เช่น She collected the clothes to be washed.(to be
washed เป็นคุณศัพท์ ขยายนาม clothes)
-เป็นคำวิเศษณ์ เช่น I am happy to talk to him. (to talk เป็นคำวิเศษณ์ขยาย adj.
happy)
-เป็น complement ของ verb to be เช่น Suda's ambition is to be a doctor.
(to be เป็น complement ของ is
การใช้ Infinitive with to
1. แสดงความปรารถนา ขอร้อง หรือ คำสั่ง
Verb + to infinitive
เช่น He asked me to wash his car. (ขอร้อง)
2. แสดงวัตถุประสงค์ หรือ เหตุผล เช่น She gets up early to see the
sunrise.
3. ปกติถ้าแสดงวัตถุประสงค์ทั่วๆ ไป จะใช้ for + gerund เช่น
A knife is a tool for cutting with.
แต่ถ้าแสดงวัตถุประสงค์เฉพาะจะใช้ 'to' infinitive เช่น
I want a knife to cut the bread with.
4. เป็นคำสั่งหรือหน้าที่ หรือแผนการที่มีความหมายว่าต้องกระทำ to be +
'to'infinitive
Peter and Ann are to get married next month. (แผนการ)
5. แสดงอนาคตอันใกล้ to be about + 'to' infinitive
They are about to start.
6. ใช้กับ the first, the second... + 'to' infinitive
the last / the only......
เช่น
I love parties : I 'm always the first to come. (=who come)
7. แสดงกริยานั้นๆ ถูกกระทำ noun + 'to' infinitive
She has homework to do. (that she must do)
8. ใช้กับ adj. ที่แสดงคุณสมบัติของนามที่มาข้างหน้า adjective ดังกล่าว เช่น careless, good , honest,
kind, nice, selfish, silly , stupid, wise etc.
adjective + of+ pronoun (noun) +'to' infinitive เช่น
It is nice of her to help me.
9. ใช้ตามหลัง adjective ที่แสดงอารมณ์ เช่น amazed, disappointed, surprised , sad เช่น
I was surprised to meet Gere here.
10. ใช้กับ too too + adj/adv. + 'to'infinitive เช่น
No one is too old to learn.
11. ใช้กับ enough adj./adv. + enough + 'to'infinitive เช่น
Ann is tall enough to reach the top shelf.
enough + noun + 'to' infinitive เช่น
We have not enough time to see the movie.
12. ใช้กับ so.......as so + adj./adv. + as + 'to 'infinitive เช่น
Tom was so careless as (careless enough) to leave his house unlocked..

วันพฤหัสบดี

คนตัดฟืนกับงูพิษ : the Wood Man and the Serpent

วันหนึ่งในฤดูหนาว
คนตัดฟืนผู้หนึ่งกำลังเดินย่ำต๊อกกลับบ้าน เมื่อเสร็จงาน
ขณะนั้นเขาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างสีดำ ทอดตัวอยู่ในหิมะ
เมื่อเขาเข้าไปใกล้มัน
เขาก็เห็นว่ามันคืองูตัวหนึ่ง ลักษณะเหมือนตาย
แต่เขาก็เก็บมันขึ้นมา
แล้วเอาแนบอกเพื่อทำความอบอุ่นให้กับมัน ตลอดเวลาที่เขารีบรุดกลับบ้าน
ขอเขาเข้าไปในบ้าน
เขาก็เอางูนั้นว่างลงที่เตาผิง หน้ากองไฟ
พวกเด็กๆ (ลูกของเขา) เฝ้าดูมัน
เห็นว่ามันค่อยๆ ฟื้นขึ้นอีกอย่างช้าๆ
แล้วเด็กคนหนึ่งก็ก้มลงเพื่อเขี่ยมันดู
แต่งูตัวนั้น มันชูหัวขึ้น
แยกเขี้ยว
และกำลังจะฉกเด็กคนนั้นให้ถึงตาย
ดั้งนั้น คนตัดฟืนจึงคว้าขวานมา
ฟันฉับเดียวงูนั้นก็ขาดเป็นสองท่อน


One wintry day
a Wood man was tramping home from his work
when he saw something black lying on the snow.
When he came closer,
he saw it was a serpent to all appearance dead
But he took it up
and put it in his bosom to warm while he hurried home.
As soon as he got indoors
he put the serpent down on the hearth before the fire.
The children watched it
and saw it slowly come to life again.
Then one of them stooped down to stroke it,
but the Serpent raised its head
and put out its fangs
and was about to sting the child to death
So the Wood man seized his axe,
and with one stroke cut the Serpent in two.

วันจันทร์

ขนมมันทอดสอดไส้


สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ นางสาวอารีม๊ะ เจ๊ะสือนิ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราชค่ะ ตอนนี้ ดิฉันก็อยู่ที่ร้านเปาะซูนราค่ะ วันนี้เราจะมาดูขั้นตอนการทำขนมมันทอดสอดไส้ค่ะ เจ้าของร้านเรียกกันง่ายๆ ว่าเมาะซูค่ะ เรามาดูส่วนผสมแล้วก็ขั้นตอนการทำขนมมันทอดสอดไส้กันเลยนะคะ

ขนมมันทอดสอดไส้
ส่วนผสม
1. มันบด
2. แป้งสาลี
3. เกลือ
4. น้ำตาลทรายแดง
5. น้ำมัน

ขั้นตอนการทำ
1. นำมันบด แป้งสาลี และเกลือเล็กน้อย มานวดให้เป็นเนื้อเดียวกัน
2. ตั้งกะทะให้ร้อน
3. นำมันบดที่นวดเรียบร้อยแล้วมาปั้นให้เป็นรูปวงรีแบนๆ
4. ตักน้ำตาลทรายแดงประมาน 1 ช้อนโต๊ะใส่ลงบนมันบดที่ได้รูปวงรีแล้ว
5. ปิดมันบดที่ใส่ไส้แล้วให้สนิท จะได้เป็นรูปวงรีกลมๆ
6. ทอดลงในกะทะร้อนๆ ให้เป็นสีน้ำตาลอ่อน
7. เมื่อได้ที่แล้ว ก็ยกขึ้นจากกะทะ ก็เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย
เราก็จะได้ขนมมันทอดสอดไส้ที่หอมและน่ารับประทาน แถมยังอร่ยด้วยนะคะ

วันพฤหัสบดี

PV คืนใจให้กัน - ตั๊กแตน ชลดา



คืนใจให้กัน
เกิดอะไรกับความรักเรา
สิ่งดีนี้ในวันเก่านานเข้าก็ยิ่งจืดจาง
เหมือนไม่แคร์กัน ฉันรู้สึกยังไงก็ช่าง
ลองถามหัวใจดูบ้าง ว่ายังรักกันอยู่มั้ย
นิ้วก้อยที่เคยเกี่ยวกันเสมอ
ดูซิดูเธอแกล้งทำเป็นถือข้าวของวุ่นวาย
ยามเดินด้วยกันก็เดินห่างฉันเหมือนไม่อยากใกล้
เธอทำให้ฉันเหมือนรู้สึกได้ ว่าคยฉันไปด้วยคำว่า ทน
*ถ้ารักกันไปแล้วฝืน ก็คืนหัวใจให้กัน
บอกสิ่งที่เธอต้องการออกมาสักหน
หากคิดว่าเราไม่ใช่ ก็อย่าอยู่ไปเพราะแคร์คำคน
หากรักเดินทางมาสุดถนน งั้นเราสองคนคงต้องเลิกกัน
**รอคำตอบที่เธอเก็บไว้
เมื่อพร้อมจะไปช่วยอธิบายกับฉัน
ตั้งแต่ตอนไหนที่หัวใจเธอเริ่มไม่มีกัน
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะฉัน หรือเธอนั้นเป็นคนเปลี่ยนใจ
ตั้งแต่ตอนไหนที่หัวใจเธอเริ่มไม่มีกัน
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะฉัน หรือเธอนั้น...เป็นคนเปลี่ยนใจ
*,**(ซำ)

Restore the Heart
What happened to our love
The good things in the old days old day to feel alienated.
You don’t care you don’t mind.
You ask your heart, do you love me?
To hook each other’s little fingers.
You pretend that you carry confused belongings.
When walking together , You walk to become estranged.
You doing similar you pal me to suffer.
*If you love me. It will restore the heart.
You tell me that what do you want.
You think you not with me because you care spoken words.
The love is the end of road we should.
**I wait your answer that you kept.
When you ready , you explain with me.
When your heart begin not love me.
Everything happen because I or you are change mind.
When your heart begin not love me.
Everything happen because I or you are change mind.

วันพุธ


3 January the Government House , P rime Minister Mr. Abhisit Vejjajiva. Give an interview to the policy relationship between Thailand and Cambodia that the primary goal is not want to see the tension between the two countries. Thailand proposed that the guidelines World Heritage is not the problem. Their discussions with the Cambodia that we are responsible to talk. To avoid the crux of the conflict World Heritage or what not. Which Mr. Sok deputy PM. the foreign Ministry to the Office of the Prime Minister of Cambodia. We will meet with Mr. Suwit Khunkitti, Minister of Natural Resources and Environment. In January.


The Prime Minister said that we hope that progress. To want to trouble the Word Heritage committee meeting in June. This tension the person not met with Hun Sen Majesty. Prime Minister of Cambodia this time. But will meet in the ASEAN.


Mr. Suthep Thaugsuban deputy Prime Minister Department security Cambodia said Thai government is not satisfied that the commission post pone the border with Thailand and Cambodia (JBC) out several times that must explained to understand why the Cambodian during Mr. Sok sandle Deputy Prime Minister of Cambodia. We will meet and discuss with Mr. Suwit Khunkitti heritage issues that are pending. He will talk to Mr. Sok field works on the territory because the problems have hothing better to talk about.

Folding Bata


1.Fold in half the paper square a paper
2.Fold in half again.
3.Open up the paper then press for smooth
4.It's like that picture
5.Hold the then turn back
6.Another side make like 3 step
7.Fold the paper follow dash line then open up
8.Hold at corner of the paper and open up
9.Then make pack and press for smooth
10.Hold for reverse
11.This part, make like 8 step
12.Fold the paper follow dash line both sides.
13.Fold down to front part.
14.Fold down to front part.
15.Fold the paper turn for change direction

16.Hold in the middle of paper then fold to back part.
17.Hold 2 side of hand for move over up a little.
18.Fold the legs down by step.
19.And the last one, draw eyes to this Bata then finish.

Folding Giraffe


1.Fold the paper in half.
2.Fold the paper into half line follow dash line.
3.fFold the paper is specific on top .
4.Handle the paper for reverse .
5.This spot open up then fold over onto top .
6.Fold the paper over onto top and it will be this picture .
7.Head part, we will fold onto top.

8. The tip of head part, fold the head into wavy.
9. The tip of tail part, fold the paper break 2 time into body.
10. Pull tip of tail that break 2 time last.
11. Cut out by scissors.
12. Craw the eyes and trait give to your giraffe then finish to make Folding Giraffe by paper.

Week 10

Inclass

Instruction

Imputative = (v1+ ส่วนขยาย)
1. Give me that book. (order )สั่งให้ทำ
2. Pass the jam. (v+complement) (Request) ขอร้อง
3. Turn right at the corner. (in structure) ชี้แนะ
4. Try the smoked salmon. (suggestion) แนะนำ
5. Come around on Sunday. (invitation) เชื้อเชิญ

4C (4 สาระ)
1. Communicationภาษาเพื่อการสื่อสาร
2. Culture ภาษาและวัฒนธรรม
3.
4.

โครงสร้างของหัวข้อข่าวภาษาไทย 2 แบบ

1. นามวลี (noun phrase)

เช่น NC plant (ในภาษาข่าวแปลว่าโรงงานนิวเคลียร์)
แผนวิจัยวัสดุนิวเคลียร์รับโครงการปรมาณู (ไทยรัฐ)

2. + ประโยค 5 ประเภท

1. ประธาน+ กริยา + กรรม
เช่น น้ำจะท่วมกรุง

2. +ประธาน + กริยา +กริยา + กรรม
เช่น 4 โจรตี

3. +ประโยค + กรรม
เช่น สั่งเตรียมพร้อมตำรวจชายแดนเต็มอัตราศึก

4. ประโยคเดียวเรียงกัน 2 หรือ 3 ประโยค
เช่น ข้าวเปลือกราคาถูก เร่งตั้งมูลภัณฑ์กันชนแก้

5. ขึ้นต้นหัวข่าวด้วยคำว่า “คาด” “ว่า” “ว่ากันว่า” “คาดว่า”

โครงสร้างหัวข่าวภาษาอังกฤษ
หัวข่าวไม่ใช้ (.) เครื่องหมายใช้บ้างคือ “คำถาม” “ตกใจ”

1.นามวลี
1.+ N + Ving
เช่น Export gaining speed

2. +N +Ved
เช่น Thai held in Malaysia

3. +N + Prep.
เช่น Arma cattail in Songkhla

4. N+ to V.P.
เช่น New Fund to ease loan problem

2. ประโยคเดี่ยว
Hopea collapse For Kampuehen

3. รูปประโยคที่ดัดคำพูดมาลง 5 แบบ

-Borg - “คำพูด”

-Borg: “คำพูด”

“คำพูด” -Borg

“คำพูด”, Borg

“คำพูด”, says Borg

แปลหัวข่าวภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

1.ภาอังกฤษ (+N +Ved+ P, +N +V+N)
ภาษาไทย: + กริยา + คำนาม

เช่น Border Police placed on Full alert.
ส่งเตรียมพร้อมตำรวจชายแดนเต็มอัตราศึก

2.ภาษาอังกฤษ ( +N + Ving +P, +N +To V.P)
ภาษาไทย: +คำนาม +กริยา +คำนาม

เช่น Japan willing to buy more rice.
ญี่ปุ่นจะซื้อข้าวเพิ่ม

1.ภาอังกฤษ (N +V+N)
ภาษาไทย: +คำนาม +กริยา +คำนาม

เช่น Meteorology warns of rain, wild sea and strong wind.
อุตุเตือนระวังฝนตก, คลื่นลมแรง

2.ภาษาไทย
ว่า expected
คาดว่า +ประโยค N+ said +To V.
ว่ากันว่า believed

เช่น คาดว่าราคาทองจะเริ่มลด
Gold prices expected to go down.

ตัวอย่างคำศัพท์ในรายงานข่าวภาษาไทย
คำศัพท์ ความหมาย คำเทียบเคียนในภาษาอังกฤษ
ทลาย กำจัดให้หมดไป Destroy
บุก เข้าไป Raid, invade
โวย ฟ้อง Complain
โหด ทารุณ Cruelly

* หัวข่าวจะใช้ present tense และไม่มี (.), a, an, the
* ส่วนของข่าวจะใช้ past tense

Week 7

Inclass

Genre =Text types
1. Narrative = tell story, usually to entertain.
2. Recounts = personal, factual – tell what happen.
3. Information reports = provide factual information.
4. Instruction = tell the listener or reader what to do.
5. Explanations = explain how or why something happen.
6. Expository texts = present or argue viewpoints.

แปล

-ถ้าฉันถูกล๊อกเตอรี ฉันก็รวยแล้ว
If I had won the lottery, I would be rich.

-ถ้าฉันอ่านหนังสือเมื่อคืนนี้ วันนี้ฉันคงเรียน mixed if clause รู้เรื่อง
If I had read grammar book last night, I might/could / would understand the content of mixed if clause.

-ถ้าจิ้มได้รับข้อความที่ฉันฝากไว้ให้เขาเมื่อชั่วโมงที่แล้ว เขาก็คงกำลังรอพบฉันอยู่แล้วตอนนี้
If Jim got the message I left him an hour ago, he is waiting for me now.

-ถ้าทอมรวย เขาคงซื้อรถคันใหม่แล้ว
If Tom were rich, he would have bought a new car.


Out class

1.น่าเสียดายที่คุณขับรถไม่เป็น ถ้าคุณขับได้จะเป็นประโยชน์มาก
Unfortunately you do not drive, if you drive is very helpful.

2.ถ้าเพื่อนคุณออกกำลังกายบ้าง ตอนนี้สุขภาพคงไม่แย่อย่างนี้
If your friends exercise, now probably would not be healthy.

3.ถ้าฉันอายุน้อยกว่านี้สัก 10 ปี ฉันก็คงไปเที่ยวผับกับพวกเขาแล้ว
If I was this even younger than 10 years, I would go to pub with them.

Week 6

Inclass

1. If +v1, will/may/can+v1

-ถ้าฉันไม่เข้าใจการแปลอย่างถ่องแท้ ฉันอาจจะตก
If I don’t understand Translation 2 course thoroughly, I may fail it.

-ถ้าหล่อนมา ฉันจะไปที่นั่น
IF she comes, I will go there.

-ถ้าฝนไม่ตกเย็นนี้ ฉันจะไปโอเชี่ยน
If it doesn’t rain this afternoon, I will go to the Ocean.


2. If+v2, would/could/might+v1

-ถ้าฉันเป็นทักษิณ ฉันอาจจะไม่บินไปอเมริกา
If I were Thaksin, I would not fly to America.

3. If+had+v3, would+should+might+v3

-ไม่มีใครบอกฉันเลยว่าคุณเข้าโรงพยาบาล ถาฉันรู้ฉันคงจะไปเยี่ยมคูณแล้วละ
Nobody told me that you were in hospital, if I had known, I would have visited you.


Out class

1.ถ้าฉันมีเวลา ฉันจะโทรศัพท์หาเธอเย็นนี้
If I have a time, I will call you this evening.

2.ถ้าหิมะตกในกรุงเทพ ทุกคนคงจะตกใจ
If the snows fail in Bangkok, Everyone would be shock.

3.ถ้าเขาไม่พาฉันไปดูหนังเมื่อคืนนี้ ฉันคงจะเสียใจมากเลย
If he did not take me to the movies last night, I would be very sad.

Week 4

Inclass

Aspects

Aspects: การณ์ลักษณะ คือมุมมองของผู้พูดที่มีต่อสถานการณ์นั้น ๆ เช่นผู้พูด พูดว่าเสร็จสิ้นแล้ว กำลังเกิดขึ้น พึ่งเริ่มต้น หรือเกิดซ้ำๆ

1.Progressive continuous aspects จะมีคำว่า กำลัง อยู่ ตลอด

1.1 กำลังดำเนินอยู่

1.2 ดำเนินอยู่ต่อเนื่อง
เช่น She was sleeping.

1.3 เหตุการณ์เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว แต่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
เช่น The boy is hitting my dog with a stick.

1.4 เหตุการณ์ที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์
เช่น I am writing a book on global warming.

1.5 เหตุการณ์เกิดขึ้นชั่วคราว
เช่น She is living in London.

2.Perfective aspects จะมีคำว่า แล้ว เสร็จ เคย ได้

2.1 ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์หรือเวลาภายหลัง
เช่น The thief had run away, When the police arrived.

2.2 เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว และยังดำเนินอยู่มาถึงปัจจุบัน
เช่น We have lived in Japan since last year.

2.3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วโดยมีระบุเวลาแน่ชัด แต่เกิดขึ้นอย่างน้อย 1ครั้งนับจนขณะปัจจุบัน
เช่น I have been to India before.

2.4 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และยังส่งผลอยู่ในขณะปัจจุบัน
เช่น He has cut himself.
I have eaten rice.

แปล

1.คนส่วนใหญ่เชื่อว่า สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์
Most people believe that dogs are man’s best friends.

2.ปัจจุบันอัตราการว่างงานในประเทศไทยอยู่ที่ 28 เปอร์เซ็นต์
At present the unemployment in Thailand is stands / 28 percent.

3.ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก ฉันดื่มนม 1 แก้วทุกวัน
When I was young, I drank a glass of milk every day.

4.นิดโทรมาหาฉันเมื่อสองสามวันก่อน
Nid call me a few days ago.

5.ตั้งแต่น้อยลาออกจากงาน เขาไม่เคยโทรมาหาฉันเลย
Since Noi quit the job, she has never called me.

6.รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันแล้ว
The government has announced an increase in oil prices.

7.คุณทำงานหนักมาตลอด ตอนนี้ควรจะพักผ่อนบ้างได้แล้ว
You have been working hard. Now you should rest.

8.ระหว่างที่ฉันรอพบหมอ ฉันอ่านนิตยสารจบไป 2 เล่ม
While I was waiting for seeing the doctor, I read two magazines.

9.ก : ตอนที่ฉันเข้าไปในห้องนั่งเล่น สามีฉันกำลังดูข่าวอยู่
ข : ตอนที่ฉันเข้าไปในห้องนั่งเล่น สามีฉันดูข่าวจบแล้ว
A : When I went into the living room, my husband was watching news.
B : When I went into the living room, my husband had watched the news.

10.ศักดิ์สูบบุหรี่มานาน 30 ปี แต่เขาเลิกสูบบุหรี่แล้วเมื่อ 2 ปีก่อน
Sak had been smoking for 30 years but he gave up smoking 2 years ago.

11.เขาจะเอาหนังสือมาคืนเธอวันศุกร์
He will return the book to on Friday.

12.ฉันกำลังจะเริ่มงานใหม่อาทิตย์หน้า
I am going to start a new job next week.


Out class

1.อย่าโทรมาหาฉันช่วง 6 โมงถึงทุ่มหนึ่งนะ ฉันกำลังกินข้าวเย็นอยู่ตอนนั้น
Do not call me up at 6 pm. to 7 pm. I was having dinner at the time.

2.โทรมาหาฉันหลังทุ่มหนึ่งนะ ฉันกำลังกินข้าวเสร็จแล้วตอนนั้น
Calling me after 7 pm., I was finished eating at that time.

3.เมื่อเช้านี้ตอนเราไปถึงที่ทำงาน ก็พบว่ามีคนงัดเข้าไปในบริษัทตอนกลางคืน
When we go to work this morning, I find that there are people breaking into the company at night.

4.จอยบอกฉันว่า เขาจะไปเที่ยวเชียงใหม่ในเดือนพฤษภาคม
Joy told me that she will go to travel to Chiang Mai in May.

5.เธอคิดอะไรตอนที่ซื้อกระโปรงตัวนี้นะ มันสั้นมาก
What do you think when you bought this skirt? So short it.

Week 2

In class

Communicative competences
1. linguistic
2.sociolinguistics
3.discourse
4.strategic/ pragmatic

แปล

1.พี่สาวคุณพูดภาษาอังกฤษได้ดี
Your sister can speak English well.

2.บางครั้งอุณหภูมิอาจจะสูงถึง 40 C ในเดือนเมษายน
The temperature can sometimes reach 40 c in April.

3.คุณเอารถฉันไปได้
You can take my car.

4.ช่วยส่งขวดเกลือให้ฉันหน่อย
Can you pass me the salt?

5.เขาวิ่งได้เร็วมาก
He can run very fast.

6.ตอนเขาเป็นเด็ก เขาวิ่งได้เร็วมาก
When he was young, he could run very fast.

7.วันนี้ฉันเจอเธอไม่ได้ แต่พรุ่งนี้อาจจะได้
I can’t see you today but I could see you tomorrow.


Out class

1.เวลาตัดสินอะไร คนเราอาจจะถูกหรือผิดก็ได้
When people judge what might be right or wrong time.

2.เขาใช้ตะเกียบไม่เป็น
He does not use chopsticks.

3.คุณอยู่ที่นี่นานแค่ไหนก็ได้ เท่าที่คุณอยากอยู่
You are here as the long time as you want to be.



wish เป็นกริยา หมายถึง "ปรารถนาดี หรือต้องการ" มีวิธีใช้ดังนี้
1. to wish (someone) to do somethingwish + to + V1เป็นความปรารถนาหรือต้องการ ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นไปได้
- We wish to book some seats for the concert.
- Do you wish to sit here , sir?
- She wishes to go to the party.

2. to wish someone somethingwish + Noun + Nounเป็นความปรารถนาให้ผู้อื่น ได้รับความสุขสำเร็จหรือสิ่งที่ดีงาม
- We wish him all the best.
- I wish you a Happy New Year.
- I wish you success and happiness.
- I wish you a Merry Christmas.
- I wish you the very best of luck.

3. to wish (that) + noun clauseประโยคที่ใช้ตามหลัง wish นั้นเป็นประโยคแสดงสิ่งที่ปรารถนาซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริง
หรือปรารถนาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งมีวิธีใช้ ดังนี้

3.1 ความปรารถนาในปัจจุบัน
wish + Past Simple (wish = If only ซึ่งใช้แทนกันได้)
If only- Do you wish you lived in America now?
- I wish I could speak German.
- We wish we weren't so tired.

ประโยคทั้ง 3 ข้างต้นนี้ ความเป็นจริงมิได้เป็นอย่างที่ปรารถนา เมื่อเรานึกถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
เราใช้ "I'm sorry" หรือ "It's a pity" แสดงความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เราใช้ I'm sorry หรือ It's a pity + Present Simple
- Do you wish you lived in America now? (ความปรารถนาในปัจจุบัน)
(=Are you sorry / Is it a pity you don't live in America now? - ความจริงในปัจจุบัน)
- I wish I could speak German. (ความปรารถนาในปัจจุบัน)
(= I'm sorry/It's a pity I can't speak German. -- ความจริงในปัจจุบัน)
- We wish we weren't so tired. (ความปรารถนาในปัจจุบัน)
(= I'm sorry / It's a pity we are so tired. --- ความจริงในปัจจุบัน)

ดังนั้นการใช้ wish ต้องดูว่าเป็นความปรารถนาในปัจจุบัน อดีต หรืออนาคต

3.2 ความปรารถนาในอนาคต
wish + S + would + V1
(If only)

- I wish I could go with you next Sunday. (ถ้าประธานเป็นคนเดียวกัน ใช้ could)
(If only I could go with you next Sunday.)

- I wish Jack would come to my birthday party tomorrow evening.

(= It's a pity Jack won't come.)

- He wishes he could swim.
(=It's a pity he can't swim.)

- She wishes I would go with her.

(=I'm sorry I won't go with her.)

3.3 ความปรารถนาในอดีต
wish + Past Perfect
If onlyเป็นการแสดงความปรารถนาสิ่งที่ไม่อาจเป็นจริงขึ้นมาได้ และตรงข้ามกับความเป็นจริงในอดีต
- I wish you had been here yesterday. ฉันปรารถนาว่าคุณอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้
(= It's a pity you weren't here yesterday.) ความเป็นจริงคือเมื่อวานคุณไม่ได้อยู่ที่นี่
- I wish it hadn't rained heavily yesterday. ความปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต
(=It's a pity it rained heavily yesterday. ความจริงในอดีต)
- I wish I had worked harder last semester. ความปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต
(= It's a pity I didn't work harder last semester. ความเป็นจริงในอดีต)
- If only the weather had been better yesterday. ความปรารถนาในอดีต
(=It's a pity the weather wasn't better yesterday. ความเป็นจริงในอดีต

week 1

In class

ครูต้องมี 4 ตัวนี้และสืบทอดให้เด็ก
1. Critical mind
2. Creative mind
3. Productive mind
4. Responsible mind

แปล
1.ฝากดูแลบ้านให้ฉันด้วยนะ
Please look after the house for me.

2.ฉันกินแซนวิซกับแอบเปิ้ลเป็นอาหารกลางวัน แซนวิสไม่ค่อยอร่อยเทาไรแต่แอปเปิ้ลอร่อยดี
I have sandwich and an apple for lunch. The sandwich is not delicious, but the apple is nice.

3.นิดจะไปยืมหนังสือจากห้องสมุด
Nid will borrow a book from the library.


Out class

1.เธอจะไปเชียงใหม่ทางรถยนต์หรือรถไฟก็ได้
Are you going by car or train from Chiang Mai.

2.รถยนต์ที่แม่ซื้อให้ฉัน เป็นรถญี่ปุ่นคันเล็กๆ
Car mother bought for me. Japanese cars are small vehicles.

3.เขากะว่าจะพาฉันไปร้านอาหารดีๆเพื่อฉลองวันเกิดฉัน แต่แล้วเราก็ลงเอยที่ร้านอาหารใกล้ๆ ที่ทำงานเขานั่นแหละ
He took me to shift to a good restaurant to celebrate my birthday. But then we ended up near the restaurant. That his work.

4.ก : ฉันใช้เงินไปหมดเลยเพราะฉันพักโรงแรมที่แพงที่สุดในเมือง
ข : ทำไมเธอถึงไม่อยู่โรงแรมที่ถูกกว่านั้นละ
A: I use my money out, because the most expensive hotel in town.
B: Why did not address it at a cheaper hotel.

5. ใครๆก็รู้ว่าเงินเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต
Anyone knows money is essential in life